เนื้อหา บทเรียน

 
 
การใช้ภาษาในการโน้มน้าวใจ
 

           ควรใช้ภาษาในเชิงเสนอแนะ  ขอร้อง วิงวอน หรือเร้าใจ ซึ่งในการใช้ถ้อยคำให้เกิดน้ำเสียงดังกล่าว จะต้องเลือกใช้คำที่สื่อความหมายตามที่ต้องการ โดยคำนึงถึง จังหวะและความนุ่นนวล ในน้ำเสียง

 
     
 

ลักษณะของสารโน้มน้าวใจ

 
 

           1.  คำเชิญชวน เป็นการแนะนำให้ช่วยกันกระทำการ  อย่างใด อย่างหนึ่ง เพื่อให้เกิด ประโยชน์ส่วนรวม มักจะพบในการเขียนคำขวัญ  แถลงการณ์  เพลงปลุกใจ  บทความปลุกใจ  หรือการพูดในโอกาสต่าง ๆ  ใบประกาศ แผ่นปลิว โปสเตอร์ หรือเป็นการบอกกล่าว  ทางวิทยุ โทรทัศน์   ผู้ส่งสารจะบอกจุดประสงค์ อย่างชัดเจนและชี้ให้เห็นประโยชน์รวมทั้งบอกวิธี ปฏิบัติด้วย  โดยโน้มน้าวให้เกิดความภาคภูมิใจว่าถ้าปฏิบัติตามคำเชิญชวนจะเป็นผู้ทำประโยชน์แก่ส่วนรวม  เช่น  การพูดปลุกใจให้ประชาชนรักชาติ  พูดจูงใจให้ประชาชนออกไป ลงคะแนนเสียง เลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร  พูดโน้มน้าวใจให้คนบริจาคโลหิต  พูดโน้มน้าวใจ ให้คนซื้อสินค้า ที่ตนเองจำหน่าย  พูดโน้มน้าวในใจให้ประชาชนช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม  เป็นต้น

           2. โฆษณาสินค้า หรือ โฆษณาบริการ มีลักษณะดังนี้
                    2.1 ใช้ถ้อยคำที่แปลกใหม่ สะดุดหู สะดุดตา ผู้รับสาร
                    2.2 ใช้ประโยค หรือวลีสั้น ๆ ที่ทำให้ผู้อื่นรับรู้ได้อย่างฉับพลัน
                    2.3  เนื้อหาจะแสดงให้เห็นถึงคุณภาพอันดีเลิศของสินค้า หรือบริการ
                    2.4  ใช้กลวิธีโน้มน้าวใจโดยชี้ให้เห็นประโยชน์ของสินค้า
                    2.5  เนื้อหาของสารโฆษณามักขาดเหตุผลที่หนักแน่นรัดกุม
                    2.6  การนำเสนอสารใช้วิธีโฆษณาตามสื่อต่าง ๆ ซ้ำ ๆ หลายวัน

 

 
 

หลักในการเขียนโน้มน้าวใจ

 
 

หลักการเขียนโน้มน้าวใจควรคำนึงถึงหลักต่าง ๆ ดังนี้
        1. การวิเคราะห์ผู้อ่าน ผู้เขียนจะต้องวิเคราะห์ผู้อ่านว่า มีลักษณะอย่างไร เช่น เพศ วัย การศึกษา อาชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม และค่านิยม เป็นต้น การวิเคราะห์ผู้อ่านจะช่วย ให้ผู้เขียนสามารถกำหนด เนื้อหาและกลวิธีการนำเสนอได้อย่างเหมาะสม



       2. การใช้หลักจิตวิทยา ผู้เขียนจะต้องอาศัยหลักจิตวิทยาในการเขียนโน้มน้าวใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้เขียนต้องทำความเข้าใจธรรมชาติ ความสนใจ และความต้องการของผู้อ่าน ว่าน่าจะเป็น ไปในทิศทางใด แล้วจึงนำมาเป็นประโยชน์ในการเขียนโน้มน้าวใจต่อไป


       3. การให้เหตุผล ผู้เขียนต้องพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดเห็นของตน เหตุผลที่นำมาอ้างนั้นควรน่าเชื่อถือ มีน้ำหนักเพียงพอ และเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านเชื่อถือ และยอมรับ ตลอดจนมีปฏิกิริยาตอบสนองความต้องการของผู้เขียน

       4. การใช้ภาษา ภาษาทีใช้ในการเขียนโน้มน้าวใจควรเป็นภาษาที่เร้าอารมณ์และความรู้สึกของผู้อ่าน ดังนั้นผู้เขียนจึงต้องมีศิลปะในการใช้ภาษา คือ รู้จักเลือกสรรถ้อยคำที่สื่อความหมายได้ชัดเจน ก่อให้เกิดภาพ และกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่าน

 
 

การพูดโน้มน้าวใจ

 
 

           การพูดโน้มน้าวใจเป็นพฤติกรรมการสื่อสารอย่างหนึ่ง  คือ  การใช้ความพยายามเปลี่ยนความเชื่อ  ทัศนคติ  ค่านิยม และการกระทำของบุคคลอื่น โดยใช้กลวิธีที่เหมาะสมให้มีผลกระทบใจบุคคล  ทั้งโดยใช้วัจนภาษาและอวัจนภาษา จนเกิดการยอมรับและยอมเปลี่ยนตามที่ผู้โน้มน้าวใจประสงค์ หลักการสำคัญของการพูดโน้มน้าวใจ ได้แก่ การทำให้มนุษย์ประจักษ์ว่า  ถ้าเชื่อและเห็นคุณค่า หรือทำตามที่ ผู้โน้มน้าวใจชี้แจงหรือชักนำแล้ว  ก็จะได้รับผลที่ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของตนนั่นเอง แต่ตราบใดที่ความประจักษ์ชัดยังไม่เกิดขึ้น ก็ยังถือว่าการโน้มน้าวใจยังไม่สัมฤทธิ์ผล ดังนั้นผู้โน้มน้าวใจควรได้ตระหนักถึงประเด็นของการนำเสนอเหตุผลเพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจ  เห็นความสำคัญและยอมรับการโน้มน้าวใจ

 

 
 

ตัวอย่างสารโน้มน้าวใจ

 
 

ธงชาติไทยไกวกวัดสะบัดพลิ้ว                         แลริ้วริ้วสลับงามเป็นสามสี             
ผ้าผืนน้อยบางเบาเพียงเท่านี้                           แต่เป็นที่รวมชีวิตและจิตใจ 
ไทยรุ่นเยาว์ยืนเรียบระเบียบแถว                       ดวงตาแน่วนิ่งตรงธงไสว 
ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย             ฟังคราใดเลือดซ่านแล่นพร่านทรวง 
     ผืนแผ่นดินถิ่นนี้ที่พำนัก                            เราแสนรักและแสนจะแหนหวง
 แผ่นดินไทยไทยต้องครองทั้งปวง                   ชีพไม่ล่วงใครอย่าล้ำมาย่ำยี
 เธอร้องเพลงชาติไทยมั่นใจเหลือ                    พลีชีพเพื่อชาติที่รักทรงศักดิ์ศรี
 เพลงกระหึ่มก้องฟ้าก้องธาตรี                         แม้ไพรีได้ฟังยังถอนใจ
  แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไทยร้าวใจเหลือ                         คือเลือดเนื้อเป็นหนอนคอยบ่อนไส้
 บ้างหากินบนน้ำตาประชาไทย                       บ้างฝักใฝ่ลัทธิชั่วน่ากลัวเกรง
 ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง                                แต่หวั่นทรวงศึกไกล้ไล่ข่มเหง
 ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง                             จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง

                                                         นภาลัย  ฤกษ์ชนะ  ผู้ประพันธ์

 
     
 

การเขียนคำขวัญโน้มน้าวใจ

 
 

      คำขวัญ คือ คำพูดที่กล่าวให้เป็นข้อคิดหรือแนวทางปฏิบัติเนื่องในกรณีใดกรณีหนึ่ง หรือโอกาสใดโอกาสหนึ่ง เป็นข้อความเตือนให้ระลึกถึงหน้าที่การงาน และความประพฤติต่าง ๆ หรือ
การปลูกฝังหรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อสถาบัน หรือเพื่อผนึกความคิดรวบยอดของสินค้า

 
     
  ลักษณะคำขวัญที่ดี  
 

          คำขวัญที่ดีคือ คำขวัญที่กระทบใจผู้รับสาร ทำให้ผู้รับสารสนใจและจดจำคำขวัญได้ทันที
และ/หรือ เป็นการอ้างเตือนผู้รับสารไม่ให้ลืมข้อเด่นในคำขวัญนั้น เช่น ชื่อสินค้า บุคลิกของสินค้า และข้อมูลที่ต้องการเสนอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสื่อที่ใช้ ตำแหน่งคำขวัญในสื่อ อวัจนภาษาด้านตัวอักษร สี และที่สำคัญ ได้แก่ วัตถุประสงค์ในการสร้างคำขวัญนั้น ๆ

 

 
     
  การเขียนคำขวัญโน้มน้าวใจมีหลักดังนี้  
 

            1. เขียนให้ตรงจุดมุ่งหมาย  ตรงตามประเด็นที่ต้องการก่อนเขียนคำขวัญโน้มน้าวใจในเรื่องใด ๆ ผู้เขียนต้องทำความเข้าใจจุดมุ่งหมายให้ถ่องแท้เสียก่อน เช่น “ไม่มีครู ก็ไม่รู้วิชา”   “ชาวตรังใจกว้าง  สร้างแต่ความดี”   “ตำรวจอยู่ที่ไหน  ประชาอุ่นใจที่นั่น”   “อากาศเป็นพิษ  ชีวิตเป็นภัย”   “ปตท. พลังไทย เพื่อไทย”    “ขับรถระวังคน  ข้ามถนนระวังรถ”    เป็นต้น

           2. เป็นถ้อยคำที่สั้น กะทัดรัด  อาจมีจำนวนคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป อาจเป็นประโยค เดียวหรือสองประโยคที่สัมพันธ์กัน หรืออาจมีเพียง 1 วรรค ถึง 4 วรรค  เช่น  “ขยัน  ประหยัด  ซื่อสัตย์   อดทน”   “ช่วยราษฎร์  เสริมรัฐ  ยืนหยัดยุติธรรม”  “การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า”  “ยามศึกเรารบ  ยามสงบเราพัฒนา”   ประชาธิปัตย์ ขจัดปัญหา พัฒนา กทม.”   “อากาศเป็นพิษ ชีวิตจะสั้น ต้นไม้เท่านั้น ทั้งกันทั้งแก้”    เป็นต้น

            3. มีใจสมบูรณ์ ชัดเจน ไม่คลุมเครือ มีใจความสำคัญหรือเป้าหมายในคำขวัญเพียงประการเดียว เพื่อให้ผู้รับสารจำได้ง่าย ไม่สับสน เช่น  “คุ้มค่าทุกนาที  ดูทีวีสีช่องสาม”  “วันพระ  ชาวพุทธ  หยุดเหล้า”    “ไทยสมุทรยึดมั่นคำสัญญา”   “บ้านเมืองสวย ด้วยมือเรา”  “ขับเร็วชิดขวา  ขับช้าชิดซ้าย”   เป็นต้น

            4. เขียนด้วยถ้อยคำภาษาง่าย ๆ มีการเล่นคำ  เล่นสัมผัส และมีช่วงจังหวะที่เหมาะสม  เพื่อความไพเราะและจดจำได้ง่าย  เช่น  “งานคือเงิน  เงินคืองาน  บันดาลสุข”   “ยุงแขยง แมลงขยาด เมื่ออาทขยับ”   “ครองตน ครองคน ครองงาน”  “ยิ้มเดียว เคี้ยวเพลิน”  “หลงทางเสียเวลา  หลงติดยาเสียอนาคต”        “คาดเข็มขัดนิรภัย ปลอดภัยตลอดเส้นทาง”   เป็นต้น

           5. หากเป็นคำขวัญโฆษณาสินค้า  น่าจะมีชื่อสินค้าอยู่ในคำขวัญ นั้นด้วย เช่น  “ต้องโค้กซิ”  “เป๊บซี่ดีที่สุด”  “ชาร์ป ก้าวล้ำไปในอนาคต”  “สวมแพน แสนเพลิน”   เป็นต้น

 
     
1     2     3     4     5     6         8